โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease)

โทรศัพท์ : 026515988
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease)
พญ.อรณีย์ วิบูลย์อุทัย แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์บูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย

“เมื่อวันดีคืนร้าย ภูมิคุ้มกันเพื่อนตาย กลายเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด”


      โรคภูมิทำลายตนเอง ไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือแพร่หลายนักในแรกเริ่ม จนกระทั่งมีนักร้องชื่อดังระดับตำนาน คือ คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์  ได้เสียชีวิตไปจากโรคในกลุ่มนี้ ที่เรียกว่า โรคลูปัส หรือ เอส แอล อี (SLE) ทำให้คนเริ่มรู้จักกันในชื่อ "โรคพุ่มพวง" โรคภูมิทำลายตนเอง  เป็นโรคที่ร่างกายมีการโจมตีตนเอง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเรา สูญเสียความสามารถในการแยกแยะ ระหว่างเซลล์ที่เป็นของตนเองกับเซลล์ของผู้รุกราน ทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเบนเข็มมาโจมตีร่างกายตนเอง โดยสร้างสารโปรตีน ที่เรียกว่า ออโตแอนติบอดี้ ( Autoantibody ) ซึ่งสารนี้ ทำให้เกิดการอักเสบ และความเสียหายในอวัยวะซึ่งเป็นเป้าโจมตี และหากเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายก็อาจทำให้คนไข้สูญเสียชีวิตได้

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองจำแนกกว้างๆ ได้เป็น

  1. โรคที่มีการทำลายจำเพาะอวัยวะ (Organ specific)  เช่นมีการทำลายที่ตับอ่อนในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 DM) ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำลายปลอกหุ้มเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลัง มีการอักเสบของต่อมไทรอยด์

  2. โรคที่มีการทำลายอวัยวะหลายระบบ (Systemic) เช่น เอส แอล อี (SLE)   เป็นโรคที่มีการทำลาย เยื่อบุ ผิวหนัง ข้อต่อ และอวัยวะภายในหลายระบบ โดยเฉพาะ ไต หัวใจ สมอง เม็ดเลือดแดง ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการ ผื่นรูปผีเสื้อบริเวณใบหน้า ผื่นแพ้แสงแดด ผมร่วง แผลในปาก ปวดข้อ หรือข้ออักเสบ มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ภาวะไตอักเสบทำให้มีอาการบวม, ปัสสาวะเป็นฟอง ภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตก หรือแม้แต่อาการทางสมอง เช่น มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะ ชักเกร็ง


ข้ออักเสบรูมาตอยด์  เป็นโรคที่มีการอักเสบและทำลายของข้อต่อต่างๆ ตามร่างกาย ทำให้เกิดอาการปวด บวม ข้ออักเสบ ข้อติดแข็ง หากเป็นเรื้อรังก็จะทำให้เกิดข้อผิดรูปหรือพิการตามมาได้

  โรคหนังแข็ง  เป็นโรคที่มีการอักเสบและทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น ผิวหนังชั้นหนังแท้ ผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังแข็งหนา ตึงที่ใบหน้า แขน ขา มือ ปลายนิ้วมือขาดเลือด ทำให้มีอาการปวด โดยเฉพาะเมื่อเจออากาศเย็น  ผนังลำไส้ เช่น หลอดอาหารมีการตีบแข็ง ทำให้กลืนลำบาก หากเกิดที่ปอดทำให้เกิดพังผืดที่ปอด ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบากและอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวได้

     

   การรักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองในปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวด และลดการอักเสบโดย ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในรายที่อาการไม่รุนแรง หากรุนแรงขึ้นก็อาจต้องให้ร่วมกับยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือ แม้แต่ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งผลข้างเคียงของยาดังกล่าวมีมากมาย เช่น สเตียรอยด์ ทำให้ตัวบวม หน้าบวม เสี่ยงเบาหวาน กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดเป็นพิษต่อตับ ทำให้เม็ดเลือดขาวลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งไปแทน แต่ถามว่ายาผลข้างเคียงอันตราย ทำไมแพทย์จำเป็นต้องให้ ถ้าโรคลุกลามรุนแรง แพทย์ก็ต้องให้เพื่อลดการอักเสบที่อันตรายให้ลดลงมาก่อน เพื่อช่วยชีวิตและป้องกันความทุพพลภาพที่อาจเกิดตามมาของผู้ป่วยแต่ในระยะยาวเนื่องจากโรคเหล่านี้มักเป็นโรคที่รักษาไม่หายต้องควบคุมอาการ หรือแม้แต่บางคนต้องทานยาไปตลอด ดังนั้น คนไข้มีโอกาสจะเกิดโรคที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาตามมาในที่สุด

การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ของโรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน  คนในยุคปัจจุบันกำลังสะสมสารเคมีต่างๆ อยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว มีงานวิจัยที่ตรวจสอบเลือดจากสายสะดือของทารกแรกเกิด พบสารเคมีจากอุตสาหกรรมกว่า 287 ชนิด เช่น ยาฆ่าแมลง สารไดอ็อกซิน เทฟลอน โลหะหนัก(ปรอท ตะกั่ว) อีกทั้งการใช้ยาบางอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพของลำไส้ ทำให้โปรตีนหรือสารพิษที่ปกติแล้วไม่ควรเข้าไปในระบบเลือดและน้ำเหลืองของร่างกายได้ สามารถเข้าไปกระตุ้นจนทำให้เกิดภูมิผิดปกติขึ้นมา


การรักษาของการแพทย์บูรณาการประกอบด้วย

  1. การลดการอักเสบในร่างกายโดย H.O.T (Hematogenous Oxidation Therapy) ซึ่งเป็นการใช้ปฏิกิริยาของออกซิเจนและแสงยูวีในช่วงคลื่นพิเศษ ทำให้การไหลเวียนของระบบหลอดเลือดฝอยดีขึ้น ออกซิเจนในเนื้อเยื่อสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และลดการอักเสบที่ทำร้ายร่างกายลงได้

  2. การทำวัคซีนจากเลือดของผูป่วยเอง ( auto-vaccine ) เนื่องจากเลือดของผู้ป่วยมีโปรตีนที่ต่อต้านตัวเองอยู่ เราจึงสกัดเอาสารก่อภูมินั้นมาทำเป็นวัคซีน เพื่อให้ร่างกายไปกำจัดเอาโปรตีนที่ไม่ต้องการดังกล่าวออกไป

  3. การตรวจหาและกำจัดสารพิษสะสมในร่างกาย ( Test for total toxic load and Chelation) เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับสาเหตุของการที่ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านตนเองขึ้นมา

  4. การดูแลสุขภาพของลำไส้ (Gut Health) ซึ่งเป็นหน้าด่านของการรับอาหารและโปรตีนแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย และตรวจสอบเรื่องของภาวะแพ้อาหาร ( Food sensitivity test )

  5. การปรับระบบภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมอวัยวะที่เสียหายด้วย สารสกัดจากเซลล์  (Cytoplasmic therapy)

  6. การให้สารอาหาร (Nutraceuticals) ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้ระบบขับสารพิษทำงานดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน

  7. ล่าสุดมีการรับรองจากองค์การอาหารและยาของแคนาดาในการใช้  Mesenchymal stromal cell ในการรักษาคนไข้ที่มีปฏิกิริยาภูมิต่อต้านเนื้อเยื่อปลูกถ่าย (Graft Versus Host Disease )  

   ถ้ามองในมุมกว้างขึ้น เราจะเข้าใจว่าโรคภูมิทำลายตนเอง เกิดมาอาจเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้เรากลับมามองรูปแบบชีวิตที่เราใช้อยู่ว่า ทำไมอยู่ดีๆ ร่างกายกลับมาประท้วงตัวเองไปได้ เรากำลังทำอะไรผิดเส้นทางอยู่หรือไม่ เมื่อเราคิดว่าเราจะกลับมากุมบังเหียนที่จะแก้ปัญหาที่รากเหง้า และใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลขึ้น เชื่อว่าสงครามที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด ต้องจบลงแบบเราเป็นผู้ชนะได้อย่างแน่นอน

SEND A MESSAGE
Your email address will not be published. Required fields are marked.
CALL US : 02 651 5988
Select AH Find Dr Contact Us